วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553

การก้าวสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้

ความรู้ คืออะไร

1. เป็น ขั้นแรกของพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการจดจำ ความรู้ เป็นหนึ่งในขั้นตอนของการเรียนรู้ ประกอบไปด้วยคำจำกัดความหรือความหมาย ข้อเท็จจริง ทฤษฎี กฎ โครงสร้าง วิธีการแก้ไขปัญหา และมาตรฐานเป็นต้น

2.ความรู้เป็นเรื่องของการจำอะไรได้ ระลึกได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ความคิดที่ซับซ้อนหรือใช้ความสามารถของสมองมากนัก

3.เป็นขั้นตอนที่นำไปสู่พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเข้าใจ การนำความรู้ไปใช้ในการวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การประเมินผล


Tacit Knowledge

คือ ความรู้ที่ไม่ปรากฎชัดแจ้ง เป็นความรู้ที่ไม่สามารถเขียนหรืออธิบายได้ การถ่ายโอนความรู้ประเภทนี้ทำได้ยาก จำเป็นต้องอาศัยการเรียนรู้จากการกระทำ ฝึกฝน (อยู่ในสมองคน เชื่อมโยงกับประสบการณ์ ความเชื่อ ค่านิยม ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาได้ทั้งหมด)


Explicit Knowledge

คือ ความรู้ที่ปรากฎชัดแจ้ง เป็นความรู้ที่สามารถเขียนหรืออธิบายออกมาเป็นตัวอักษร ฟังก์ชั่นหรือสมการได้ (อยู่ในตำรา เอกสาร วารสาร คู่มือ คำอธิบาย วีซีดี คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต ฐานข้อมูล)



ความรู้ที่เกิดขึ้นเกิดจากการพัฒนาการเรียนรู้ที่มีการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้ปฏิบัติงาน กระบวนการปรับเปลี่ยนและสร้างความรู้แบ่งออกได้เป็น 4 ลักษณะดังนี้





1. Socialization เป็นขั้นตอนแรกในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการสร้าง Tacit Knowledge จาก Tacit Knowledge ของผู้ร่วมงานโดยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงที่แต่ละคนมีอยู่

2. Externalization เป็นขั้นตอนที่สองในการสร้างและแบ่งปันความรู้จากสิ่งที่มีอยู่และเผย แพร่ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นการแปลงความรู้จาก Tacit Knowledge เป็น Explicit Knowledge


3.Combination เป็นขั้นตอนที่สามในการแปลงความรู้ขั้นต้น เพื่อการสร้าง Explicit Knowledge จาก Explicit Knowledge ที่ได้เรียนรู้ เพื่อการสร้างเป็นความรู้ประเภท Explicit Knowledge ใหม่ ๆ


4. Internalization เป็นขั้นตอนที่สี่และขั้นตอนสุดท้ายในการแปลงความรู้จาก Explicit Knowledge กลับสู่ Tacit Knowledge ซึ่งจะนำความรู้ที่เรียนมาใช้ในการปฏิบัติงานหรือใช้ในชีวิตประจำวัน

การเลือกซื้อซีพียู (CPU)

ถือได้ว่าเป็นชิ้นส่วนที่ต้องใช้ความละเอียดรอบคอบในการตัดสินใจเลือกซื้ออยู่มากทีเดียว เพราะเป็นชิ้นส่วนที่มีการพัฒนาอยู่อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา และมีผลต่อการเลือกซื้อชิ้นส่วนที่สำคัญอีกตัวหนึ่งด้วยนั่นก็คือ เมนบอร์ด อุปกรณ์ทั้งสองชิ้นรวมกันราคาก็แพงเอาการอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าคิดจะเปลี่ยน เช่น คิดจะเปลี่ยนซีพียูจาก Sempron ของ AMD ไปใช้ Pentium 4 ของ Intel แล้วก็ต้องเปลี่ยนเมนบอร์ดใหม่ด้วยนั่นเอง ดังนั้นก่อนคิดจะซื้ออุปกรณ์และชิ้นส่วนต่างๆมาจ้าง/ประกอบเองสิ่งแรกที่เราจะต้องตัดสินใจเลือกให้ได้ก่อนอื่นเลยนั่นก็คือ ซีพียู ที่เราจะนำมาใช้ จากนั้นจึงค่อยเลือกรุ่นความเร็ว รวมถึงราคาที่เหมาะสมตามลำดับต่อไป

ปัจจุบันมีบริษัทผู้ผลิตซีพียูสำหรับเครื่องพีซีที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปหลักๆอยู่ 2 บริษัท คือ Intel และ AMD
มาดูกันว่าซีพียูในปัจจุบันและแนวโน้มของพีซีในอนาคต ที่ถือได้ว่าเป็นตัวเด่นๆที่น่าสนใจของแต่ละบริษัทมีอะไรบ้าง เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจ

ระบบไฟล์แบบ FAT และ NTFS

คำว่า FAT (File Allocation Table) และ NTFS (New Technology File System) ความหมายโดยรวมก็คือ เป็นรูปแบบหรือโครงสร้างที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูลภายในพาร์ติชั่นแต่ละพาร์ติชั่น หรือ ถ้าให้เรียกอย่างเป็นทางการก็คือ โวลุ่ม (Volume) ซึ่งจะหมายถึงพาร์ติชั่นที่ผ่านการฟอร์แมตระดับสูง (ฟอร์แมตทั่วๆไป) แล้วนั่นเอง

สำหรับระบบไฟล์หรือโครงสร้างในการจัดเก็บข้อมูลภายในพาร์ติชั่นที่นิยมใช้งานกันตั้งแต่ช่วงยุค Windows 95 เรื่อยมาจนมาถึงปัจจุบัน มักเป็นระบบไฟล์แบบ FAT32 (ก่อนหน้านั้นคือ FAT12 และ FAT16) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อช่วยขยายข้อจำกัดของ FAT16 ที่รองรับขนาดความจุของแต่ละพาร์ติชันหรือโวลุ่ม ได้สูงสุดเพียงไม่เกิน 2 GB เท่านั้น (ด้วยคลัสเตอร์ขนาด 32 KB) ซึ่งแท้ที่จริงแล้วก็สามารถรองรับขนาดความจุที่มากกว่านี้ได้ เพียงแต่จะทำให้ขนาดของคลัสเตอร์ที่ใช้สำหรับจัดเก็บข้อมูลนั้นมีขนาดใหญ่เกินไป อันจะส่งผลให้ประสิทธิภาพในการจัดเก็บข้อมูลลดลงและเกิดความสูญเปล่าของเนี้อที่ (มีการกันพื้นที่ไว้มากเกินไปทำให้ไม่เกิดประโยชน์สูงสุดในการจัดเก็บข้อมูล) ให้ไม่สามารถรองรับขนาดความจุของแต่ละพาร์ติชั่นหรือโวลุ่มได้มากขึ้นโดยสูงสุดไม่ควรเกิน 32 GB (ด้วยคลัสเตอร์ขนาด 16 KB) ซึ่งถ้าใช้ FAT32 กับขนาดความจุของพาร์ติชั่นหรือโวลุ่มที่มากกว่านี้ เช่น 32-64 GB จะทำให้ขนาดของคลัสเตอร์ใหญ่ขึ้นเป็น 32 KB ซึ่งแน่นอนว่าประสิทธิภาพในการจัดเก็บข้อมูลก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย

แต่ด้วยเทคโนโลยีของฮาร์ดดิสก์ที่ก้าวไปไกลและราคาถูกลงมากในปัจจุบัน ทำให้ขนาดความจุมาตรฐานของฮาร์ดดิสก์ที่ใช้งานกันโดยทั่วไปอย่างน้อยๆ ก็ประมาณ 80-250 GB แล้ว ซึ่งขนาดความจุ 32 GB ของแต่ละพาร์ติชั่นหรือโวลุ่มที่แนะนำสำหรับ FAT32 ก็ดูจะไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว ดังนั้นเมื่อมาถึงยุคของ Windows XP ที่ถูกพัฒนามาจาก Windows NT/2000 ก็ได้มีการนำเอาระบบไฟล์แบบ NTFS มาใช้ (เป็นระบบไฟล์พื้นฐานของ Windows NT/2000) รวมถึงระบบปฏิบัติการล่าสุดอย่าง Windows Vista ด้วย (สำหรับ Windows Vista นั้น ระบบไฟล์บนพาร์ติชั่นที่จะใช้ติดตั้ง Windows ต้องเป็น NTFS เท่านั้น ไม่สามารถใช้ FAT32 ได้) ซึ่งมีข้อดีอยู่หลายประการ

1. สามารถรองรับขนาดไฟล์ที่ใหญ่เกินกว่า 4 GB ได้ (FAT32 ถูกจำกัดไว้สูงสุดไม่เกิน 4 GB เท่านั้น) และ รองรับขนาดความจุของแต่ละพาร์ติชั่นหรือโวลุ่ม ได้มากถึง 2 TB (2000 GB)

2. สามารถกำหนดสิทธิ์ (Permission) ในการเข้าถึงข้อมูลให้กับผู้ใช้งานแต่ละคนว่าใครมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลส่วนไหน อ่านได้อย่างเดียว หรือ แก้ไขไฟล์ได้ด้วย เป็นต้น ซึ่งความสามารถ ในการกำหนดสิทธิ์ (Permission) นี้มีอยู่แต่ในระบบไฟล์แบบ NTFS เท่านั้น

3. มีความสามารถในการบีบอัดไฟล์ข้อมูล (File Compression) เช่น ไฟล์ที่จัดเก็บข้อมูลประเภทตัวอักษร จะสามารถบีบอัดให้เล็กลงได้มากถึงประมาณ 50 % และถ้าเป็นไฟล์ติดตั้ง (.exe) จะสามารถถูกบีบอัดให้เล็กลงได้ถึงประมาณ 40 % ซึ่งเป็นการเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลให้มากขึ้น

4. มีความสามารถในการจัดการกับคลัสเตอร์ที่เกิดปัญหาได้ โดยเมื่อระบบตรวจสอบพบว่าเกิด Bad Sector ขึ้นตรงจุดใดก็ตามบนฮาร์ดดิสก์ ระบบก็จะจัดหาตำแหน่งของคลัสเตอร์ใหม่ที่ดีแล้วย้ายข้อมูลตรงตำแหน่งของคลัสเตอร์ที่เกิดปัญหานั้นมาจัดเก็บไว้โดยอัตโนมัติ พร้อมทั้งกำหนดให้ตำแหน่งของคลัสเตอร์เดิมที่เกิดปัญหาเป็น Bad Sector วิธีการดังกล่าวนี้เรียกว่า Bad-Cluster Mapping

5. มีความสามารถในการเข้ารหัส (Encryption) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในส่วนของระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล

6. ระบบปฏิบัติการตั้งแต่ Windows Me ลงไป เช่น DOS, Windows 95 และ Windows Me ที่ใช้ระบบไฟล์แบบ FAT จะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลถายในพาร์ติชั่นหรือฮาร์ดดิสก์ที่ใช้ระบบไฟล์แบบ NTFS ได้ ยกเว้นระบบปฏิบัติการ Windows XP ที่สนับสนุนระบบไฟล์ทั้ง 2 แบบ ทำให้สามารถเข้าถึงหรือจัดการข้อมูลถายในระไฟล์แบบ FAT และ NTFS ได้โดยสะดวก (ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราบู๊ตระบบด้วย Windows 98 ก็จะไม่สามารถมองเห็นหรือเข้าถึงข้อมูลภายในพาร์ติชั่นหรือฮาร์ดดิสก์ที่ใช้ระบบไฟล์แบบ NTFS ได้นั่นเอง แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าหากเราบู๊ตระบบด้วย Windows XP จะสามารถมองเห็นหรือเข้าถึงข้อมูลภายในพาร์ติชั่นหรือว่าฮาร์ดดิสก์ทั้งที่ใช้ระบบไฟล์แบบ FAT และ NTFS ได้)

วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

ฟอร์มแฟคเตอร์ (Form Factor)

ฟอร์มแฟคเตอร์ คือ มาตรฐานในการออกแบบโครงสร้างบนเมนด์บอร์ด โดยจะแตกต่างกันทั้งในเรื่องขนาดของตัวเมนบอร์ดม, ตำแหน่งในการจัดวางชิ้นส่วนอุปกรณ์และขั้วต่อ (พอร์ต) ต่างๆ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะมีผลต่อการออกแบบตัวเครื่อง (Case) ด้วย ในอดีตรูปแบบของเมนบอร์ดหรือฟอร์มแฟคเตอร์ที่นิยมใช้ มันเป็นแบบ AT (Advanced Technology) ซึ่งมิใช่เครื่องซีพียูรุ่นแรกๆของ IBM จากนั้นก็ได้ถูกพัฒนาให้มีขนาดเล็กลง โดยพอร์ตต่างๆจะขันน๊อตยึดติดกับตัวเครื่องและเชื่อมต่อโดยใช้สายแพ เมนบอร์ดแบบนี้เรียกว่า Baby AT ซึ่งใช้กันมานานจนกระทั่งมีมาตรฐาน ATX (Advanced Technology Extended) ที่ออกโดย Intel ในปี 1995 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่คุ้นเคยกันในปัจจุบัน เมนบอร์ดแบบ ATX จะมีขนาดเท่ากับ Baby AT แต่เปลี่ยนตำแหน่งการจัดวางเสียใหม่โดยหมุนไป 90 องศา ให้ด้านยาวอยู่ชิดขอบด้านหลังของตัวเครื่อง ทำให้มีเนื้อที่สำหรับช่องเสียบอุปกรณ์ต่างๆมากขึ้น มีผลทำให้ต้องปรับเปลี่ยนรุปแบบของตัวเครื่อง (Case) ที่ใส่ไป ต่อมาก็มีการลดขนาดลงให้เหมาะสมกับเคสขนาดเล็กเพื่อให้ประหยัดพื้นที่และค่าใช้จ่าย โดยลดจำนวนสล๊อต PCI ลงด้วยการนำเอาอุปกรณ์บางอย่าง เช่น ชิปเสียง มาใส่ไว้บนตัวเมนบอร์ด (Sound on Board) จึงมีขนาดกะทัดรัดแต่ยังคงมีคุณสมบัติต่างๆครบถ้วน ซึ่งก็คือ เมนบอร์ดแบบ Micro ATX และ Flex ATX นั่นเอง